มองในมุมที่แตกต่าง

posted on 02 Nov 2009 02:35 by msmilely
คำสอนของอากง 
("จงอย่ามองสิ่งต่างๆ เพียงแค่ที่เห็น...แต่จงเข้าใจทุกสิ่งอย่างที่มันเป็น )

อากงแก่ๆ คนหนึ่ง รับหน้าที่เลี้ยงดูหลานที่กำลังอยู่ในวัยซนทั้งสี่
หลานทั้งสี่ก็เล่นกันบ้าง ตีกันบ้างตามประสาเด็ก แต่ครั้งหนึ่งรุนแรงจนถึงขนาดที่อากงต้องออกโรงห้ามปราม


เมื่ออารมณ์ทุกฝ่ายสงบลง อากงจึงเรียกหลานๆมาล้อมโต๊ะคุยกัน
อากงบอก เอาล่ะหลานๆ หลับตานะ หลับตา


พอหลานๆหลับตา อากงก็เดินกลับเข้าไปห้องเก็บของแล้วหยิบตะเกียงเก่าๆ ออกมาอีกอันหนึ่ง
อากงเปิดฝาครอบ จุดไฟ แล้วปิดฝาครอบ จากนั้นก็บอกหลานทั้งสี่ให้ลืมตา
 บอกซิว่าโคมไฟสีอะไร


เด็กทั้งสี่ลืมตาขึ้น เห็นเปลวไฟในตะเกียงสี ต่างแย่งกันตอบ

คนที่นั่งด้านหนึ่งบอกว่า
สีแดง



อีกด้านหนึ่งบอก
สีเขียว


อีกด้านหนึ่งบอก
สีเหลือง


และอีกด้านหนึ่งเห็น
สีน้ำเงิน


จากคำตอบเล็กๆ กลายเป็นเสียงถกเถียง
และเริ่มทะเลาะกันอย่างรุนแรงขึ้นอีกครั้ง จนเกือบกลายเป็นกรณีพิพาท
อากงนิ่ง ปล่อยให้อารมณ์ราวกับพายุของหลานทั้งสี่เริ่มสงบลง.....


หลานคนหนึ่งจึงเอ่ยปากถามว่าอากงของอย่างเดียวกัน ทำไมจึงมีตั้งหลายสี ?”
อากงยิ้มแล้วบอกว่าอากงจะทำอะไรให้ดู


อากงเดินไปที่โต๊ะหยิบฝาครอบตะเกียงออก แล้วหมุนฝาครอบนั้นให้หลานๆดู
ปรากฏว่าฝาครอบตะเกียงนั้น ทั้งสี่ด้าน มีสีที่แตกต่างกันไป สีแดง สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน


อากงถามอีกว่าคราวนี้บอกอากงซิว่า เห็นตะเกียงเป็นสีอะไร ?”
สีของไฟหลานๆตอบเป็นเสียงเดียวกัน


อากงขอถามอะไรสักสองข้อ เมื่อสักครู่นี้ใครตอบผิด ?”
หลานๆตอบโดยพร้อมเพรียงกันไม่มีใครผิด


อากงจึงกล่าวต่อไปว่า.....
 เจ้าทั้งสี่นั่งอยู่ในที่เดียวกัน มองของอย่างเดียวกันในเวลาเดียวกัน ยังเห็นไม่เหมือนกัน นั่นก็เพราะคนทุกคนมองตะเกียง จากมุมมองของตัวเอง มองในสิ่งที่ตัวเองเห็น และก็เชื่อมั่นในสิ่งที่เห็น


แต่ถ้าเจ้าอยากรู้ว่า ทำไมคนอื่นจึงเห็นไม่เหมือนเรา แตกต่างกับเรา ก็จงเดินไปดูที่มุมของเขา แล้วเราก็จะรู้ จะเข้าใจว่า เขาเห็นอย่างไร เห็นและคิดได้อย่างที่เขาเห็น


ต่อไปในอนาคต เวลาที่พวกหลานๆ ต้องเข้าไปอยู่ในสังคม จะต้องพบคนต่างๆ มากมายที่มองสิ่งเดียวกัน แต่กลับเห็นไม่เหมือนกัน เพราะมีมุมมองที่แตกต่างกัน ก็อย่าไปโกรธเขา


เพราะนั่นเป็นเพียงแต่เป็นการมองต่างมุม ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด


และอย่าไปกลัวว่า ตัวเองจะผิดที่มองไม่เห็นเหมือนคนอื่น เพราะแต่ละคนก็จะมองเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยขอบข่ายจากประสบการณ์ และจากสิ่งแวดล้อมของตนเอง


ถ้าเราอยากเข้าใจว่า ทำไมคนอื่นถึงคิดแบบนั้น เห็นแบบนั้น ก็จงเดินไปที่มุมของเขา เราก็จะรู้ว่าเขาคิดอะไร ทำให้เราเข้าใจคนอื่นได้มากขึ้น และเมื่อเราเข้าใจคนอื่นมากขึ้น จะทำให้คนอื่นยอมที่จะเดินมาและเข้าใจหลานเช่นกัน


อากงถามต่อแล้วสิ่งที่เห็นครั้งแรกกับครั้งหลังเป็นของอย่างเดียวกันไหม
หลานๆตอบอย่างเดียวกัน แต่ไม่เหมือนกัน


อย่างไร ?” อากงถาม
หลานตอบว่าครั้งแรกเราเห็นแต่ฝาครอบตะเกียงแต่ครั้งหลังเราเห็นเปลวไฟที่อยู่ในตะเกียง


อากงจึงกล่าวว่านี่เป็นการบอกว่า จงอย่ามองสิ่งต่างๆ เพียงแค่ที่เห็น...แต่จงเข้าใจทุกสิ่งอย่างที่มันเป็น
---------------------------------------------------   

เคยมีความเชื่อมาตลอดว่า คนเราทุกคนบนโลกใบนี้ ต่างมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน 60 ล้านคน ก็ 60 ล้านความคิด แม้กระทั่งฝาแฝดก็ยังคิดไม่เหมือนกัน อาจจะเหมือนบ้าง แต่โดยรวมทั้งหมดก็ยังมีส่วนต่างอยู่ดี ไม่มากก็น้อย

ของบางอย่างเป็นสิ่งของอย่างเดียวกัน แต่กลับมองไม่เหมือนกัน นั่นอาจเป็นเพราะต่างคนต่างยึดมั่นในสิ่งที่ตัวเองเห็น โดยไม่ได้หันไปมองในมุมที่แตกต่าง ในมุมมองของคนอื่น เราก็เลยคิดว่า ที่เราเห็นนั่นมันถูกแล้ว มันใช่แล้ว ในขณะที่อีกคน ก็เชื่อว่าที่ตัวเองเห็น ก็ถูกต้องในความคิดของตัวเองเช่นกัน

ซึ่งในความเป็นจริง คำตอบทุกคำตอบ ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด เพียงแค่เป็นการมองต่างมุมเท่านั้น เพราะในการสรุปขั้นตอนสุดท้าย ก็ต้องมีการระดมสมองกันอีกครั้ง ก่อนที่จะมีบทสรุปในแต่ละเรื่อง


ฉะนั้นแล้ว ในเมื่อเรามองแต่ในมุมของตัวเอง เห็นแค่สิ่งที่ตัวเองเห็น ทำไมเราไม่ลองหันไปมองในมุมของคนอื่นดูบ้าง เพราะนั่นอาจทำให้เราเห็นในสิ่งที่แตกต่างออกไป แล้วเราอาจจะฉุกคิดได้ว่า เออ มันจริงแฮะ เรามองในมุมของเราเห็นแบบนี้ มองในมุมของอีกคนก็เห็นอีกอย่างหนึ่ง ถ้าทุกคนคิดได้แบบนี้ ยอมเสียเวลาอีกสักนิด ลองหันไปดูในมุมของคนอื่นดูบ้าง ความขัดแย้งต่างๆ ก็คงจะไม่เกิดขึ้น


ที่ผ่านมา มีโอกาสได้อ่านเรื่องๆ หนึ่ง “คำสอนของอากง” พออ่านแล้ว ก็ทำให้เราคิดได้ว่า ในโลกใบนี้ ยังมีอีกหลายๆสิ่ง หลายๆอย่าง ที่เรายังมองแค่ในมุมของเราเพียงแค่คนเดียว โดยที่ไม่ได้คิดเลยว่า คนอื่นจะมองเห็นเป็นเช่นไร


หลังจากนั้นเป็นต้นมา เวลาจะมองอะไร จะตัดสินอะไร ก็เลยทำให้ติดนิสัย ต้องคิดในมุมที่แตกต่างกันมาตลอด

ลองเอาใจเราไปใส่ใจคนอื่นดูบ้าง มันจะทำให้เราไม่ได้มองแค่ในมุมของตัวเองเพียงอย่างเดียว เลยเป็นผลพวงทำให้เห็นโลกได้กว้างมากขึ้น

ได้รู้ว่าคนอื่นๆบนโลกใบนี้ ก็มีความคิดที่แตกต่างออกไปจากเรา เพียงแค่เราเปิดใจยอมรับ เท่านั้นความสุขก็จะเกิดขึ้น


ลองดูนะครับ ลองหัดมองในมุมที่ไม่ใช่ของตัวเอง แล้วคุณจะรู้ว่า ของอย่างเดียวกัน มันมีหลายมุมจริงๆ เหมือนคำสอนของอากงครับ ที่ว่า…

จงอย่ามองสิ่งต่างๆ เพียงแค่ที่เห็น...แต่จงเข้าใจทุกสิ่งอย่างที่มันเป็น

cr..phitchaphat

ความเป็นตัวของตัวเอง

posted on 02 Jul 2009 18:50 by msmilely

เราเป็นตัวของตัวเองแค่ไหน?


 

หลายคนไม่เข้าใจคำว่า  "การเป็นตัวของตัวเอง"   ว่าเป็นอย่างไร  

 

บางคนอาจเข้าใจผิดไปว่า  การได้ทำอะไรตามอำเภอใจตนเอง  ไม่ขึ้นอยู่ในอำนาจของใคร  ไม่ต้องฟังคำสั่งใคร  คือ การได้เป็นตัวของตัวเองแล้ว    

หรือ บางคนอาจเข้าใจผิดไปว่า  การได้มีอิสระ   ไปไหนมาไหนได้  โดยไม่ต้องห่วงใคร  ไม่ต้องคอยรายงานใคร  คือการได้เป็นตัวของตัวเอง 


จริงๆแล้ว   เพียงการมีอิสรภาพทางกาย   ก็ยังไม่ใช่   การได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริงเลย

จะรู้ได้อย่างไรว่า  เราเป็นตัวของตัวเองหรือไม่  มากน้อยแค่ไหน  มีวิธีตรวจสอบได้ดังนี้



1.  ค้นหาตัวเองให้พบก่อนว่า  เราเป็นคนอย่างไร   ใจเย็น หรือ  ใจร้อน   มีอารมณ์ดีอยู่เสมอ หรือ ขี้รำคาญ  หงุดหงิดง่าย   ใจกว้าง    หรือ ใจแคบ   รักความสงบ  หรือ ชอบสนุกสนาน   ขยัน  หรือ เกียจคร้าน    สร้างสรรค์   หรือ ก้าวร้าว   เข้มแข็ง  หรืออ่อนแอ   กล้าหาญ  หรือ ขลาดกลัว   ทะเยอทะยาน  หรือ  เฉื่อยแฉะ    รอบคอบ  หรือ  สะเพร่า   ฯลฯ   ถ้าสิ่งใดที่เป็นข้อเสีย   เราควรปรับปรุงและพัฒนาตนเอง


เราต้องรู้ด้วยว่า  เราเป็นคนอย่างไร   มีรสนิยมอย่างไร   ต้องการสิ่งใด  ปรารถนาสิ่งใด  ชอบหรือไม่ชอบอะไร   อยากได้อะไร  และ ไม่อยากได้อะไร


2. เมื่อรู้ข้อดี  ข้อเสียของตนเองแล้ว   ก็ต้องเข้าใจตนเอง    ว่าสิ่งใดที่เรามีนั้น เป็นสิ่่งที่ดี  ควรรักษาไว้  และสิ่งใดที่ไม่ดี  เป็นข้อเสียที่เราควรปรับปรุงตัวเอง   ถ้าปรับปรุงไม่ได้    เราก็ต้องยอมรับว่า  ตัวเรา มีข้อดีอะไร  และ  ข้อเสียอะไรที่แก้ไม่ได้


3. ในเมื่อเรารู้จักตัวเราดีแล้ว   เราคงไม่หวั่นไหวว่า ใครเขาจะ "หาว่า"  เราเป็นคนอย่างไร   เราคงไม่สะทกสะท้านว่า  อาจมีใครนินทาเรา  อย่างนั้น อย่างนี้ อาจมีใครวิจารณ์เรา ว่าเป็นอย่างนั้น อย่างนี้   เพราะเรามีวิจารณญาณของเราเองได้  ว่าเราเป็นคนอย่างไร   และทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำนั้น   เราทำไปเพื่ออะไร   ทำไปเพราะเหตุใด    เราเองต่างหาก ที่เป็นคนกำหนด  และ  ตัดสินใจ  ในการกระทำทุกอย่างของเรา


4. เราต้องเป็นคนจริงใจ  และ ยอมรับความจริง   ถ้าเราไม่ได้ร่ำรวยมีเงินมากมาย  เราก็ไม่จำเป็นต้องพยายามหลอกตัวเองหรือคนอื่นว่าเรามีฐานะร่ำรวย   ถ้าเรามีรายได้น้อย  ต้องใช้จ่ายอย่างประหยัด  เราก็บอกใครๆได้อย่างหน้าชื่นตาบานว่า  เราไม่สามารถใช้เงินฟุ่มเฟือยได้  นี่คือการจริงใจต่อตนเอง และ ยอมรับความจริง


5. รู้จักปล่อยวาง   และ ไม่วิตกกังวล   เกี่ยวกับเรื่องไม่ดีที่อาจเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ต่างๆรอบตัวเรา    ไม่ต้องกังวลว่า  เราอาจเดินสะดุดหกล้ม หน้าคะมำ   แล้วอายใครๆเขา   ถ้าเราเดินสะดุดหกล้ม หน้าคะมำ   เราก็มองให้เป็นเรื่องขำๆไปได้    เพราะบางครั้ง คนเราก็อาจซุ่มซ่ามได้


6. พัฒนาคุณสมบัติเฉพาะตัวของเรา  และ แสดงออกให้คนอื่นรู้ว่า  เรามีเอกลักษณ์ของเรา    ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบุคลิกภาพ   ท่าทางการพูด   หรือวิธีการคิด      ถ้าเราชอบที่จะเป็นตัวของตัวเอง   พูดตามแบบที่เราอยากพูด   วางตัว  อย่างที่เราอยากเป็น   มีวิธีการคิด อย่างที่เราต้องการจะคิด    โดยแตกต่างไปจากคนส่วนมาก    หรือ ไม่ตามกระแส     เราก็ควรจะภูมิใจ   ที่เรามีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

 

7. ผ่านไปแต่ละวันอย่างมีคุณค่า    แม้ว่าบางวันอาจมีเรื่องไม่น่ายินดี เราอาจมีเรื่องเบื่อหรือเซ็ง    เราก็สามารถทำใจได้  และ บอกกับตัวเองว่า  ช่างเถอะนะ   ไม่เป็นไรน่า   ไม่จำเป็นต้องอารมณ์บูดไปทั้งวัน    แล้วเราจะชื่นชมกับตัวเองได้ทุกวัน


8. เราต้องเชื่อมั่นในตัวเรา    เป็นตัวของเราเอง  โดยไม่พยายามลอกเลียนแบบใคร  เราไม่จำเป็นต้องเหมือนใครเลย      ถ้าเราอยากที่จะเป็นอย่างคนนั้นคนนี้   เราจะเป็นคนที่ไม่มีความสุขได้เลย    เราต้องภูมิใจที่ได้เป็นตัวของเราเอง   ตัวเรา  ที่ไม่เหมือนใคร

 

 


ข้อควรระวัง


1.  การเป็นตัวของตัวเอง   แตกต่างจากการเป็นคนยะโสโอหัง  จองหองอวดดี  เย่อหยิ่งถือตัว  ในเมื่อเราก็เป็นตัวของเราเอง  คนอื่นเขาก็เป็นตัวของเขาเองเช่นกัน   ฉะนั้น   เราจึงควรยอมรับความคิดเห็น   และยอมรับในความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย   โดยที่เราไม่ต้องไปดูถูกเหยียดหยามใครที่เขามีความคิดเห็นไม่ตรงกับเรา


2. การเป็นตัวของตัวเอง   อาจทำให้เราไม่ตามกระแสนิยม      ไม่ว่าใครจะมีกระแสนิยมว่าอย่างไร   เราก็ไม่จำเป็นต้องเห็นดีเห็นงามไปด้วย   ถ้าเราไม่ได้รู้สึกเห็นดีเห็นงามไปด้วยจริงๆ 


3.  ชีวิตจะไม่มีค่าอะไร จนกว่า เราจะได้รู้ว่า   เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง  มีอิสระทางความคิดและการกระทำ  ที่มาจากตัวเราเอง


4. ถ้าเราไม่เห็นด้วย กับสิ่งที่คนอื่นพูด   เราไม่จำเป็นต้องเสแสร้งว่า  เราเห็นด้วยกับเขา

 

5. จงอย่ากลัว   ที่จะเป็นตัวของตัวเอง   ถ้าเราไม่ได้มีความสนใจ  ในสิ่งที่ใครๆเขาสนใจกัน  เราก็ยืนหยัด  เป็นตัวของตัวเองได้   แล้วใครๆก็จะรู้ว่า  เราเป็นตัวของตัวเอง  ไม่คล้อยตามคนอื่นโดยง่าย

 

 

คำเตือน


1.  การที่เราไม่หวั่นไหวว่าใครเขาจะ "หาว่า"  เราเป็นคนเช่นไร    ก็ไม่ได้หมายความว่า  เราไม่ควรจะรับรู้เอาเสียเลยว่าคนอื่นเขามองเราอย่างไร     โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในกรณีที่อาจมีการเข้าใจผิดในตัวเราได้   ยกตัวอย่างเช่น   สาวๆที่ชอบให้ความเป็นมิตรกับใครๆ   แต่ถ้าให้ความเป็นมิตรสนิทสนมกับหนุ่มๆมากเกินไป   ก็อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ว่า  เป็นการหว่านเสน่ห์  หรือ  ทอดสะพาน     และอาจสร้างปัญหาให้กับตัวเองได้


2. ถ้าเราอยู่ในกลุ่มเพื่อน   ก็อย่าให้สูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง  ด้วยการเอาอย่างเพื่อนๆ   เราต้องเป็นตัวของตัวเองเสมอ   อย่าพยายามเสแสร้งว่าเราเหมือนเขา   เพียงเพื่อเอาใจ  หรืออยากให้เขาชอบเรา   เพราะนั่นคือการหลอกตัวเอง และหลอกคนอื่น


3. จงจำไว้เสมอว่า    การเป็นตัวของตัวเอง   ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องทำเสมอไป  ยกตัวอย่างเช่น   คนที่เป็นคนเหี้ยมโหดอำมหิต      เขาควรจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง   ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม  ไม่ดึงดันที่จะเป็นคนเหี้ยมโหดอำมหิตต่อไปอีก     หรือ  การที่เราอยู่ในสังคม    การเป็นตัวของตัวเอง  ต้องอยู่ในขอบเขตที่ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของใคร     ต้องไม่ผิดกฏหมายและไม่ผิดศีลธรรมอันดี

 

4. ก็เพราะว่า  ไม่มีใครในโลกนี้ที่สมบูรณ์แบบ    เราเอง อาจมีข้อเสียอยู่บ้าง  เช่น  ถ้าเราเป็นคนขี้หงุดหงิด   โกรธง่าย ใจร้อน   เราเองก็ควรจะหาหนทางปรับปรุงตัวเองด้วย  ไม่ใช่ดันทุรังจะเป็นตัวของตัวเองในแบบมีข้อเสีย    บางสิ่งบางอย่าง เราก็ต้องรู้จักฟังจากคนอื่นบ้าง  ถ้าเป็นเรื่องที่เราต้องปรับปรุงตัวเอง  เราควรทำ

 

ขอขอบคุณ คุณ pimahn CR. บทความ

 

                                        

                                  ตัวของตัวเอง (Love to Share)  (จีน พัด เพชร)

 

                                         เดินไปตามกฎเกณฑ์ ที่ใครขีดเส้นไว้.......

                    ก็ยังวนอยู่ในวังที่เรียกว่า "ทุกข์ใจ"   อึดอัดบางไหม ถามเธอ

                 เป็นตัวของตัวเอง  ที่เชื่อมั่นตัวเอง  เป็นอย่างงั้นมันผิดไหม 

                                      ถ้าเธอจริงใจ   ใจเธอเองคงรู้ดี

                                 ......ลุกขึ้นยืน  เป็นตัวของตัวเอง...... 

ขอขอบคุณ คุณ topeyes สำหรับ Clip ด้วยค่ะ
 

แรงบันดาลใจ

posted on 16 Nov 2008 01:41 by msmilely

จุดเริ่มต้นของ...แรงบันดาลใจ....

สำหรับจัดทำ blog นี้ ขึ้นมาสืบเนื่องมาจาก......


Image Hosted by ImageShack.us

 

"...แรงบันดาลใจ..."  สำหรับงานอดิเรกที่แสนรักนี้ ถือกำเนิดจาก  ความรัก ความเข้าใจ

ที่เรามีให้กับเด็กผู้หญิง...........คนธรรมดาคนหนึ่ง คนที่มีความใผ่ฝัน และความพยายาม 

 

ก่อนหน้านั้น..เราได้ติดตามเฝ้าเอาใจช่วยเธออยู่ห่างๆ และในหลายๆ ครั้ง เราก็ได้ร่วมใจ

กับพี่น้องหลายๆ คน  เพื่อสานฝันของเธอ.......มีทั้งความรัก   ความเข้าใจ   ความอบอุ่น

มิตรภาพในครอบครัวเล็กๆของเรา    หรือแม้แต่ในบางครั้ง เส้นทางเดินครอบครัวเรานั้น

มีอุปสรรค์ต่างๆที่ ทำให้เราต้องเจ็บปวด   ความเศร้าโศกเสียใจได้บ้างในบางเวลา

 

ทุกๆความรู้สึกที่ก่อเกิด......ถือกำเนิดจากความรัก ที่มีให้แก่เด็กผู้หญิง และความรักของเพื่อนๆ พี่น้อง ในครอบครัว....

หลายๆครั้งทำให้เราได้เรียนรู้และเข้าใจได้ว่า......

ยังมีหลายๆสิ่งที่เราควรปรับปรุง และแก้ไขในตัวของเราเอง

เพื่อพัฒนาความรู้สึกที่ เรียกว่า...."รักอย่างเข้าใจ"....ให้ดีมากขึ้นๆ กว่าที่เคยเป็น

ที่ได้ให้กับเพื่อน พี่ น้อง ครอบครัวเล็ก ของเรา และให้เด็กผู้หญิง

คนหนึ่งที่ชื่อ...................."......หนิม  คนึงพิมพ์ พรหมกร......."

 

 

          Blog นี้เกิดขึ้นมาเพื่อรวบรวมหลากหลายรูปภาพ  บทเพลง สถานที่ไปเดินทางไป

และอีกหลายๆ เรื่องราวในชีวิตที่ให้เรียนรู้   

รวมไปถึงเรื่อง Hug (ฮัก) Hobby ของผู้บันทึก

ทั้งที่เป็นเรื่องของจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ  และที่ไม่ใช่ก็ตาม

 

แต่ยังไงก็เป็นเรื่องที่ Hug (ฮัก) Hubby ในยามว่าง สบายๆ ^^  

 

 

ผู้เขียนจะพยายามถ่ายทอด เรื่องราวต่างๆ เพื่อแบ่งปันกัน 

ไม่เพียงเฉพาะเพื่อนๆ ที่เรารู้จัก   แต่รวมไปถึงผู้ผ่านมา 

ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยรู้จัก หรือไม่เคยพูดคุยกันด้วยน้า

มาร่วมพูดคุยกันนะค่ะ

 

หากมีข้อผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยไว้ ณ. ที่นี้ด้วยนะค่ะ 

 

ยินดีต้อนรับจากใจค่ะ ^^

 

 

ปล. สำหรับการพัฒนา Blog  อาจจะจำเป็นต้องใช้เวลาบ้างนะ

มีอะไรบอกกล่าวกันได้นะ  เพื่อนำไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นค่ะ